รถคันหนึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง วิ่งตรงจากสระบุรีมาถึงออฟฟิศแอมเนสตี้ในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคม เจ้าของเปิดหลังรถเผยให้เห็นกล่องไปรษณีย์ใบเล็กซ้อนอัดแน่นเต็มพื้นที่ แม้จะบรรจุภัณฑ์ปริศนาภายในนั้นจะปิดสนิทตามมาตรฐานการผลิต แต่ไม่อาจปกปิดกลิ่นหอมจางๆ ที่อาจหลงเหลือในมวลอากาศ เมื่อยามผลิตเทียนหอมทำมือกว่าร้อยกระปุก
เต้ย ณิชา สวัสดิ์ธนาคูณ นักออกแบบกลิ่นเทียนให้กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยในปี 2025 ยืนยันที่จะมาส่งเทียนหอม ACTIVERSE Scented Candles ด้วยตัวเอง เพราะนั่นเป็นวิธีที่เธอจะแน่ใจว่าสิ่งที่บรรจงรังสรรค์ขึ้นมาจะเดินทางถึงมือพวกเราอย่างปลอดภัย
Amnesty Shop Thailand จึงใช้โอกาสนั่งพักผ่อนไถ่ถามถึงจุดเริ่มต้นของเทียนหอม รวมถึงในฐานะเด็กต่างจังหวัดที่ตั้งใจกลับไปเติบโตที่บ้านเกิดกับโครงการอาสาคืนถิ่น มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

เส้นทางกลับบ้าน
เส้นทางกลับบ้านของเต้ย อาจฟังดูคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เกิดและโตในต่างจังหวัด โยกย้ายไปตามโอกาสที่ดีกว่า ตลอดจนมองหาเส้นทางกลับบ้านที่มั่นคง เส้นทางที่ไม่ใช่เพียงฝันหวาน แต่ต้องหยั่งรากเพื่ออยู่รอด
ตลอด 10 กว่าปีที่ห่างบ้าน การโยกย้ายครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น เด็กคนหนึ่งจากแก่งคอย จ.สระบุรี ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในจังหวัดลพบุรีเป็นเวลา 6 ปีเต็ม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กรุงเทพฯ อีก 4 ปี จวบจนเรียนจบเธอเริ่มขบคิดถึงการกลับบ้าน
“เรียนจบได้ 1 ปี เราก็วนเวียนอยู่กับการสอบราชการ เราจบสายวิทยาศาสตร์ก็อยากทำงานในสายอาชีพตัวเอง ซึ่งมันก็มีค่อนข้างน้อย ต้องยอมรับจริงๆ ว่าวงการวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยยังมีโอกาสจำกัด”
แม้ไม่ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพตามที่ตั้งใจ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวเธอก็ไม่เคยสูญหายไปไหน ปีที่ 2 และ 3 หลังเรียนจบ เต้ยหันมาเรียนทำขนมด้วยตัวเองผ่านหนังสือและวิดีโอตามแพลตฟอร์มออนไลน์ จุดนั้นเองเธอได้เข้าใจพลังของตัวเอง นั่นคือกระบวนการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ความเป็นนักทดลอง ควบคุมปริมาณวัตถุดิบอย่างแม่นยำ จนสามารถพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ที่รออยู่
กรุงเทพฯ: กลิ่นแห่งโอกาส
“เราไม่เคยลองนิยามกลิ่นให้กรุงเทพฯ มันจะเป็นกลิ่นของความหลากหลายและโอกาส ต้องยอมรับว่าการเข้ากรุงเทพฯ มันทำให้ได้โอกาสมากกว่าเนอะ กลิ่นของที่นี่น่าจะซับซ้อนดูเยอะสิ่ง และว่าไม่ได้เยอะขนาดที่ทำให้เราเวียนหัว”
ในปีที่ 4 เต้ยตามกลิ่นแห่งโอกาสกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง เมื่อเพื่อนชวนเปิดร้านขายน้ำหอมที่ตลาดนัดจตุจักร ขวบปีที่เต้ยได้เข้าใจวงการเครื่องหอมผ่านพฤติกรรมความชอบของลูกค้า
“พอเริ่มมีลูกค้าต่างชาติ ยิ่งคนจีนจะชอบเครื่องหอมมาก เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ร้านมันควรจะมีอย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำหอม เพราะว่าเขาไม่เคยซื้อน้ำหอมในร้าน จะชอบเข้ามาดมแล้วก็ไป ก็ดูเริ่มสังเกตพฤติกรรมลูกค้า แล้วก็ค้นพบว่าเขาชอบเครื่องหอมในรูปแบบถุงหอมและสเปรย์ หรือว่าเป็นเทียนหอมก็ได้ ทีนี้ในร้านเราชอบจุดเทียนหอมไว้ในร้าน เพราะคิดว่าร้านน้ำหอมที่มีกลิ่นหอมอยู่ตลอดทำให้คนอยากเข้า”
เต้ยอาศัยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของตัวเองอีกครั้ง อาสาทดลองทำเทียนหอม ศึกษากระบวนการทำจนในที่สุดก็พัฒนากลิ่นที่ใช่และตรงใจลูกค้าออกมา
“เทียนกลิ่นแรกเป็นกลิ่นฝนค่ะ กลิ่นแนวสดชื่น บ้านเมืองเรามันร้อน เพราะฉะนั้นกลิ่นที่เรารู้สึกสบายใจ รู้สึกแบบว่า เป็นคอมฟอร์ตโซนของคนไทยด้วย น่าจะเป็นกลิ่นที่สดชื่นค่ะ ดูได้จากความชอบลูกค้าหลายหลายคน”
เปิดร้านอยู่ 4 ปี กลิ่นแห่งโอกาสของเมืองหลวงก็เริ่มเจือจาง เช่นเดียวกับวัฏจักรตลาดน้ำหอมที่เข้าสู่ขาลง เต้ยและเพื่อนตัดสินใจโบกมือลาตลาดนัดจตุจักรอย่างถาวร ในวันที่ประตูร้านที่กรุงเทพฯ ปิดลง ประตูบ้านที่แก่งคอยก็เปิดกว้างโอบรับเธออีกครั้ง ครั้งนี้เต้ย คือ เต้ยในเวอร์ชันที่พร้อมด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจและมีเครือข่ายคอยเคียงบ่าเคียงไหล่ให้การกลับบ้านครั้งนี้มั่นคงกว่าเดิม
แก่งคอย สระบุรี: กลิ่นของบ้านและการค้นพบตัวตน
“สระบุรีเป็นบ้าน มันก็น่าจะเป็นกลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นแล้วก็สบายใจค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้อุ่นจนร้อน เพราะว่าบ้านที่ร้อนคงไม่น่าอยู่ ก็น่าจะเป็นกลิ่นง่ายๆ สบายๆ ถ้าเทียบเคียงกลิ่นเทียนของ ACTIVERSE Collection คงจะเป็นแนว The Guardian หรือ The Seeder”
อาจเป็นเพราะปีแรกที่กลับไปอยู่แก่งคอย เต้ยได้หว่านเมล็ดพันธุ์บางอย่างเอาไว้โดยไม่คาดคิดว่ามันจะกลายเป็นต้นกล้าเล็กๆ เธอเคยทำงานในโครงการชุมชนตั้งแต่วันที่ยังไม่เข้าใจกระบวนการสร้างโครงการ และไม่ได้คาดหวังว่าจะกลายเป็นงานระยะยาว
การกลับบ้านครั้งที่ 2 พาเธอกลับมาพบญาติคนหนึ่ง ผู้ตั้งใจกลับบ้าน และหอบเอาองค์ความรู้ในการจัดการโครงการศิลปวัฒนธรรมชุมชนกลับมาพัฒนาบ้านเกิด คนหนึ่งเคยกลับบ้านมาแล้วหนึ่งครั้ง คุ้นเคยกับชุมชน แต่ยังขาดองค์ความรู้ ขณะที่อีกคนกลับมาพร้อมองค์ความรู้และกระบวนการ แต่ยังไร้ซึ่งเครือข่ายและคู่คิด เมื่อทั้งสองมองเห็นเป้าหมายร่วมกันจึงจับมือกันสมัครโครงการอาสาคืนถิ่น รุ่นที่ 7 โดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
“โครงการอาสาคืนถิ่นเป็นพื้นที่ทดลองกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ ให้ไปอยู่ร่วมหรืออยู่รอดในชุมชนเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเขาก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่ทั้งอยู่ร่วมหรืออยู่รอดเลยรึเปล่า จะแค่อยู่รอดหรืออยู่รอดก็ได้ ถ้าได้ครบยิ่งดี เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปลองทำอะไรสักอย่างที่สนใจในชุมชน”
เต้ยเล่าว่าการกลับบ้านของเด็กต่างจังหวัดนั้นไม่ง่าย โครงการอาสาคืนถิ่นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และงบประมาณสนับสนุน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีต้นทุนของการกลับบ้าน เป็นแรงหนุนเสริมให้เธอมีเครือข่ายและทุกคนในโครงการกลายเป็นแรงหนุนเสริมกันและกัน ให้การทดลองกลับไป ‘อยู่ร่วม’ และ ‘อยู่รอด’ มั่นคง ไม่โดดเดี่ยว

อาสาคืนถิ่นเปิดกว้างให้ความสนใจที่หลากหลาย แม้ผู้เข้าร่วมหลายคนฟูมฟักต่อยอดผลิตภัณฑ์ของตนเอง ความตั้งใจแรกของเต้ยคือการกลับมาริเริ่มพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชน ในการกลับบ้านครั้งนี้ เธอได้ทดลองทำงานกับเด็กอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบเวิร์คช็อปและการสร้างพื้นที่เล่น (Free Play) เธอจึงค่อยๆ มองเห็นตัวตนของตัวเองชัดขึ้นจึงการกลับบ้านครั้งนี้
“เป็นการทำงานที่ค่อนข้างจะโตไว พอสมควร แล้วก็มีภาพที่ชัดเจนแล้วว่าอยากทำงานกับเด็ก แต่ตอนนี้ก็พยายามต่อยอดโครงการตัวเองต่อไปอยู่ค่ะ”
เทียนหอม: งานไม่ประจำ แต่กลิ่นไม่เคยจาง
‘อาสาคืนถิ่น’ ไม่ได้เพียงแค่พาเต้ยกลับบ้านมาสานต่องานชุมชน แต่ยังพาเธอเดินทางไปพบเพื่อนต่างภูมิภาคเป็นครั้งคราว ในวันที่ธุรกิจเครื่องหอมไม่ใช่งานประจำของชีวิต เธอยังมีพื้นที่เล็กๆ ให้กับมันเมื่อมีโอกาส เธอคิดค้นเทียนหอมทำมือกลิ่นพิเศษตามจุดหมายปลายทางที่จะมุ่งหน้าไป พกติดกระเป๋าไปทดลองขาย ขวบปีนี้เธอสังเกตเห็นแนวคิดการทำเทียนหอมที่เปลี่ยนไป
“เทียนที่เคยขายในร้าน เราทำตามที่ตลาดต้องการ พอเราออกมาทำของเราเองคนเดียว เริ่มขายครั้งแรกในโมดูล 3 อาสาคืนถิ่นที่พัทลุง พอนึกถึงภาคใต้ก็นึกถึงฝน นึกถึงป่ายาง เป็นกลิ่นแนวสดชื่น ปรากฏว่าคนใต้เขาชอบคราฟต์งาน ขายดีเหมือนแจก หมดไวมาก”
หลังเก็บเกี่ยวความสำเร็จเล็กๆ จากปักษ์ใต้ เต้ยเก็บกระเป๋าอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปพบปะอาสาคืนถิ่นที่เชียงราย เมื่อคิดถึงสายลมหนาวและไอหมอก ณ จุดหมายปลายทาง เทียนหอมกลิ่น ‘ยอดดอย’ จึงเกิดขึ้น เป็นกลิ่นไอหมอกจากยูคาลิปตัสและมิ้นต์ แต่ไม่อยากให้มีเพียงความเย็น จึงเติมกลิ่นขิงเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
จากธุรกิจที่ปิดตัวลงไปในวันนั้น เต้ยได้เข้าใจความเป็นไปของการทำธุรกิจเครื่องหอมและเข้าใจในจังหวะก้าวเดินของตัวเอง พบว่าเทียนหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่เธอจะเติบโตไปกับมันได้จริง หากเปรียบเทียบกับน้ำหอมที่เติบโตแบบก้าวกระโดดและจบไว ตลาดเทียนหอมอาจเติบโตเชื่องช้าแต่ยั่งยืน และมีโอกาสในการสร้างสรรค์รออยู่อีกมาก
“ถ้าเทียบกับถุงหอมหรือยาดมที่ใช้ง่ายที่สุด เทียนหอมมีเงื่อนไขในการใช้งาน ต้องจุดไฟ ตลาดเทียนหอมเลยเป็นตลาดกลาง ไม่หวือหวาที่สุด ไม่ได้โตเร็ว แต่มันไม่เคยหายไป”
การกลับบ้านอย่างมั่นคงในครั้งนี้ ทำให้เต้ยมีฐานที่มั่นลงมือทำสิ่งที่รัก สามารถออกเดินทางโดยพกพาตัวตนอันชัดเจนไปในทุกที่ แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับกิจกรรมชุมชนและกิจการของครอบครัว เส้นทางของเต้ยยังอบอวลด้วยกลิ่นเทียนหอม เธอยังคงคิดค้นกลิ่นใหม่ตามสถานที่ที่เดินทางไป สายตาของเธอมองหาโอกาสที่จะนำเทียนของเธอไปตามอีเวนต์ภาคประชาสังคมเสมอ
และนั่นทำให้เทียนทำมือของเต้ยเดินทางมาพบกับแอมเนสตี้ ช็อป ก่อนจะส่งตรงถึงมือคุณ
Activerse Scented Candles กลิ่นเทียนหอมที่เล่าเรื่องราวของคนธรรมดา
ต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดตัว Activerse โลกจำลองในรูปแบบ Interactive Quiz เชิญชวนเหล่าคนธรรมดามาร่วมค้นหาพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเองผ่านเรื่องราวการต่อสู้กับ The Silence ที่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนในโลกจำลอง ระหว่างทางผู้เล่นสามารถตัดสินใจเดินเกมผ่านตัวเลือกที่แตกต่างกันเพื่อนำมาความสงบสุขกลับมา ณ จุดหมายปลายทางของการเดินทาง ผู้เล่นจะพบบทสรุปว่าคุณเป็นฮีโร่ไทป์ไหนในบรรดา 6 ตัวละคร พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึกว่าคุณมีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

สำหรับเต้ยที่มักออกแบบกลิ่นโดยอิงจากสถานที่ เทียนหอม ACTIVERSE Collection ซึ่งอิงจากตัวละครที่ถอดจากบุคลิกของผู้คน Interactive Quiz อาจฟังดูแปลกใหม่ท้าทาย เธอจึงใช้โอกาสนี้ถ่ายทอดตัวตน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญผ่านกลิ่นที่ซับซ้อนและแตกต่างถึง 6 กลิ่น
“ตอนแรกได้โจทย์มาจากแอมเนสตี้ รู้สึกว่าค่อนข้างยาก เลยปรึกษาเพื่อนที่เคยทำร้านน้ำหอมด้วยกัน เพื่อบอกว่าลองคิดตั้งต้นเป็นน้ำหอมดูดีไหม เพราะน้ำหอมมักมีการกำหนดคาแรกเตอร์ของผู้ใช้ เราคิดกลิ่นแรกออกว่าคนแบบ The Flame เทียบเคียงกับน้ำหอมได้ประมาณไหน พอเราได้กลิ่นแรกก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นงานที่น่าสนใจและท้าทายให้เรารู้สึกสนุกกับมัน”

เพราะแต่ละสื่อย่อมมีกระบวนการทำงานต่างกัน โจทย์ที่ตั้งต้นจากการออกแบบ Personality Quiz ถูกคลี่ออกมาคิดตามวิธีคิดแบบนักออกแบบกลิ่น สำหรับเต้ย กลิ่นเชื่อมโยงกับตัวตนและประสบการณ์ของคน ความรู้สึกของคนเราต่อกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งจึงค่อนข้างปัจเจก เธอมองว่าตัวละครจาก ACTIVERSE ค่อนข้างกลมและซับซ้อน จึงเริ่มจากจับแกนหลักของตัวละครให้ได้ก่อน จากนั้นจึงต่อยอดปรุงกลิ่นโดยรักษาความกลมกล่อมของบุคลิกคนเอาไว้ ไม่พยายามจับประเภทคนลงกล่องมากเกินไปจนอาจไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งนั่นอาจทำให้กลิ่น ‘ยาก’ เกินไปสำหรับผู้ใช้งาน
เต้ยเอ่ยถึงตัวละครแรกที่เธอได้อ่านคือ The Flame เปลวไฟนักสู้ ผู้ที่มักยืนแนวหน้าเป็นคนแรกเสมอ เป็นตัวแทนของการไม่สยบยอมต่อความอยุติธรรม เต้ยพยายามที่ออกแบบกลิ่นสื่อสารแก่นแท้ของตัวละคร โดยยังรักษาสมดุลแห่งความผ่อนคลาย
“เราไม่ได้มองว่าเป็นใครหรือองค์กรภาคประชาสังคมไหนอย่างชัดเจน The Flame ที่กำหนดมาเป็นผู้นำ แทนความแข็งแกร่ง เราใช้กลิ่นควันไม้ และใบยาสูบ แต่ถ้าใช้กลิ่นที่แข็งเกินไปก็เข้าถึงยากสำหรับคนใช้งาน เราต้องใส่ความรู้สึกที่ยังเป็นมิตรและมีความหวังลงไป มีกลิ่นสดชื่นของซีตรัส เราไม่ได้ตั้งใจกำหนดเพศ แต่ถ้าคนดมแล้วอาจจะสัมผัสถึงความ Masculine ที่สุดใน 6 กลิ่น”

ฮีโร่ลำดับถัดมา จักรวาล Activerse ออกแบบ The Guardian เป็นนักปกป้อง คอยดูแลบาดแผลที่มองเห็นและมองไม่เห็น เปรียบกับพลังธาตุน้ำที่โอบอุ้ม บรรเทา สงบนิ่ง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนรอบข้าง เป็นตัวละครที่ตรงกับคุณสมบัติในการบำบัดเยียวยาของเทียนหอม กลิ่น The Guardian จึงเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เป็นมิตรกับทุกห้อง อยู่ได้ทุกที่
“The Guardian เป็นกลิ่นที่ผ่อนคลาย คาแรกเตอร์เย็นเหมือนน้ำ ใช้ความเย็นของยูคาลิปตัส เสริมความนุ่มนวลด้วยลาเวนเดอร์และไม้ซีดาร์ เป็นกลิ่นที่เรารู้ว่ามันน่าจะเข้าใจง่ายที่สุดแล้ว เราทำออกมาให้เข้าใจง่ายจริงๆ ตอนแรกแอบกังวลว่าน่าจะเป็นกลิ่นที่ได้แก้หรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าความง่ายทำให้ทุกคนชอบมันมากกว่ากลิ่นอื่นๆ”
กลิ่นที่ดีต่อใจอีกกลิ่นหนีไม่พ้น The Seeder เจ้าเมล็ดพันธุ์ผู้เชื่อในการเติบโต ไม่ได้มองหาชัยชนะที่ฉาบฉวย แต่เชื่อในการทำงานระยะยาว ดั่งธาตุดินที่หนักแน่นมั่นคง รวมกับธาตุไม้ที่แตกกิ่งก้านออกไปไม่สิ้นสุด เป็นคุณสมบัติของนักสร้างเครือข่าย เต้ยเล่าว่าเธอออกแบบกลิ่น The Seeder ให้มีความเป็นมิตร มีกลิ่นเปิดสดชื่นด้วยเลมอน ตามด้วยความเขียวของกลิ่นสนไซเปรส เพื่อเล่าถึงมุมมองความผูกพันของเธอที่มีต่อมูลนิธิ
“เราเห็นบรีฟของทางแอมเนสตี้ระบุว่าเปรียบเป็นองค์กรแบบมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ด้วยความที่เราอยู่ในโครงการของเขา เราเลยรู้สึกว่า มอส. คือต้นไม้ที่โตหยั่งรากลึก แผ่กิ่งก้าน พร้อมที่จะโอบรับทุกคน นึกถึงความสงบร่มเย็นในป่าเขียวชะอุ่ม กลิ่นสดชื่น เขียว และหวาน”

มาถึงตัวละครที่มีจำนวนผู้เล่นตอบได้มากที่สุดอย่าง The Architect ฮีโร่หุ่นยนต์สีขาวที่จำลองบุคลิกภาพมาจากนักกลยุทธ์ เป็นผู้ที่มองเห็นเส้นทางสู่อนาคตบนหลักการและเหตุผล เปรียบดังธาตุดินหรือธาตุโลหะ มีโครงสร้าง มีความชัดเจน เป็นนักวางแผนที่ใครก็เชื่อใจ
“The Architect เป็นไทป์ที่คอนเซ็ปต์ค่อนข้างนามธรรม ขณะเดียวกันก็เด่นเรื่องความชัดเจน เรามองเป็นตัวละครที่อบอุ่น ใช้กลิ่นฝาดแต่หอมหวานจากฮาเซลนัท ตามด้วยไม้ซีดาร์และหญ้าแฝกที่ทำให้รู้สึกถึงดิน”
ไทป์ตรงข้ามกับนักกลยุทธ์ คือตัวละครฐานใจที่หาตัวจับได้ยากอย่าง The Echo จอมเวทย์สีม่วง ผู้เปลี่ยนความเศร้าหมองให้เป็นประกายแห่งความหวัง มีความสามารถในการสัมผัสหัวใจของผู้คนและแก่นของเรื่องราว ราวกับมีมนตราที่สร้างความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวที่ซับซ้อนได้
“ส่วน The Echo แทนความน่าค้นหา เป็นกลิ่นหนึ่งที่เราใช้เวลานึกว่าทำอย่างไรให้มันได้เซนส์ความลึกลับ ก็เลยได้โน้ตประมาณนี้ กลิ่นไวน์องุ่นที่เบรกความหวานด้วยกลิ่นเขียวฝาดของไวโอเลต เสริมความลึกลับด้วยไม้เบิร์ช และให้รู้สึกถึงแบบเวทย์มนตร์"

ฮีโร่ตัวสุดท้ายที่นับเป็นตัวแรร์ที่สุดของโลก Activerse คือเจ้าสายฟ้าผู้จุดกระแสไวรัลอย่าง The Spark เป็นผู้ที่มีความโดดเด่น เปล่งประกาย เปลี่ยนความน่าเบื่อให้สนุก และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีม เป็นเจ้าไอเดียและผู้ปรับกลยุทธ์การเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เต้ยเล่าว่าเป็นหนึ่งในกลิ่นที่บุคลิกชัดเจนทำให้นึกออกอย่างรวดเร็ว
“The Spark นึกถึงกลิ่นคนป๊อบปูลาร์ เดินมาแล้วใครๆ ก็ต้องหันไปมอง เลยนึกถึงกลิ่นน้ำหอมประมาณนี้ แบล็คเคอแรนท์ มะลิ วานิลลา เป็นกลิ่นที่เราจะสัมผัสได้ถึงความมั่นใจในตัวผู้ใช้งาน”
เมื่อความเป็นนักวิทยาศาสตร์มาพบกับศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง เต้ยใช้เวลาทดลองสัดส่วนกลิ่นออยล์ต่างๆ เพื่อให้เทียนหอมทุกกลิ่นสมดุลกลมกล่อมจนถ่ายทอดตัวตนของ 6 ตัวละครใน ACTIVERSE ได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกันเธอยังให้ความสำคัญกับความใช้ง่าย เพราะเทียนหอมควรสร้างบรรยากาศผ่อนคลายภายในบ้าน จนกลายเป็นเทียนไขถั่วเหลือง 100% ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบรรจุเรื่องราวของเหล่าคนธรรมดาที่ฝันถึงการเปลี่ยนแปลง
The Seeder: กลิ่นของผู้เพาะหว่าน สร้างเครือข่าย
ท่ามกลางความเหนื่อยล้า อ่อนแรง และสิ้นหวังหลังกระแสการชุมนุมในปี 2563 โลกจำลองอย่าง ACTIVERSE พาให้เราเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากใครเพียงคนเดียว ต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีแนวคิด กลยุทธ์ และความสามารถที่หลากหลายมารวมตัวกัน ทีมงานแอมเนสตี้ชวนเต้ยให้ลองเล่นควิซ น่าสนใจตรงที่แม้ว่าเต้ยจะผ่านการสวมหมวกมาหลายใบ เธอรู้จักตัวเองดีเพียงพอที่จะคาดเดาตั้งแต่ต้นว่าคงหนีไม่พ้นไทป์นักสร้างเครือข่าย
“เต้ยเล่นแล้วได้เป็น The Seeder (ผู้เพาะหว่าน) ค่ะ แต่รู้สึกว่าตอนนี้เราเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ กลิ่นที่เราออกแบบมาใหญ่เกินเราไปหน่อย เราชอบเป็นสายซัพพอร์ต ชอบสนับสนุนคนอื่นในเรื่องที่เรามีความรู้ เวลามีคนมาขอคำปรึกษาเราจะยินดีมากๆ”

เช่นเดียวกับโลกจำลอง The Seeder ในโลกแห่งความจริงอย่างเต้ยเชื่อในการสนับสนุนของเครือข่าย เพราะการรวมตัวกันคือพลังสำคัญที่ทำให้เธอเติบโตมาถึงจุดนี้ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในตลาดนัดจตุจักร โครงการอาสาคืนถิ่น จนถึงโครงการของชุมชนที่กำลังดำเนินไปได้ดี
“ความท้าทายหลักๆ ของคนที่จะกลับไปอยู่บ้านในช่วงอายุที่กำลังก่อร่างสร้างตัวคือเงินค่ะ การหาเงินในบ้านเกิดมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อย่างบ้านเราเหมือนมีต้นทุน แต่ก็ยังรู้สึกว่าเงินไม่ได้หาง่าย
นอกจากเรื่องเงิน คือโอกาสในการเครือข่าย ในบรรดาเพื่อนๆ อาสาคืนถิ่น มีคนขาดโอกาสอยู่พอสมควร เราต้องหาเครือข่ายหรือคีย์แมนในสิ่งที่เราทำให้เจอ เพื่อให้งานของเราเป็นไปได้ เปอร์เซ็นต์การกลับบ้านแล้วอยู่รอดจะยิ่งมากขึ้น”
“เครือข่ายทำให้มีแรงหนุนเสริม ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นหรือกำลังเสริม เช่น ล่าสุดที่เต้ยทำพื้นที่เล่นให้เด็กในงานใหญ่ประจำปีของแก่งคอย ทางหอการค้าแก่งคอยมีงบประมาณก้อนหนึ่ง บอกให้ช่วยทำอะไรให้ดูหน่อย โอ้ ท้าทาย ก็เลยจัดตลาดขึ้นมาเป็น Play Art Craft Market มีทั้งพื้นที่เล่น มีทั้งตลาดคราฟต์ เราเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแล้วเขามาช่วยกัน 7-8 คนได้ งานของเราเลยยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น ทางผู้ใหญ่เขามาเห็นพื้นที่เล่นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเครือข่ายคนทำงานชุมชนถึงสำคัญ ตอนนี้เขามีวิสัยทัศน์เดียวกันกับเราแล้ว”
เต้ยเล่าว่าการเข้าโครงการอาสาคืนถิ่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เธอได้เห็นพลังของเครือข่ายที่มากกว่าชุมชนบ้านเกิด เพราะเครือข่ายอาสาคืนถิ่นคือความเป็นไปได้ของเด็กต่างจังหวัดอีกหลายคนที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้าง
“ตั้งแต่เข้าคืนถิ่นมาก็เริ่มเห็นนิเวศการช่วยเหลือกัน เราคิดว่าคนทำงานเพื่อสังคมและชุมชนไม่ควรล้มหายตายจากไปเพราะว่าไม่มีเงินกินข้าว ในเมื่อเครือข่ายอาสาคืนถิ่นมีผลิตภัณฑ์จากทุกภูมิภาค น่าจะต้องมีคนที่รวมมันแล้วปล่อยมันออกสู่ตลาดให้ได้ จากประสบการณ์ของเรา มีคนอยากอุดหนุนสินค้าจากคนทำงานด้านนี้อยู่รอบตัวเรา”

แม้ระยะเวลาโครงการอาสาคืนถิ่นจะจบลง ในมุมมองของเต้ยซึ่งเป็น The Seeder นิเวศของคนกลับบ้านควรจะยังเติบโตต่อไป เธอเล่าด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวังว่า ปัจจุบันเธอรับหน้าที่ดูแลความยั่งยืนของเครือข่ายอาสาคืนถิ่น และตั้งใจที่จะสร้าง Hub เพื่อรวบรวมสินค้าของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชา กาแฟ ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวชุมชนของเครือข่ายอาสาคืนถิ่นใน 12 พื้นที่นำร่อง เพื่อทำการตลาดและเป็นพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้ของอาสาคืนถิ่นทั่วประเทศ เพราะอยากเห็นทั้งการอยู่รอดและส่งความหวังนี้ไปถึงอาสาคืนถิ่นรุ่นต่อไป
เติมความเป็นบ้าน ส่งต่อกลิ่นแห่งความหวัง ให้คนธรรมดาที่ยังฝันอยู่
ในยุคดิจิตอล การกลับบ้านของเด็กต่างจังหวัดหลายคนอาจไม่ไกลเกินเอื้อม แต่นั่นเป็นเพียงการอยู่รอดในระดับปัจเจก เต้ยมองว่ายังมีช่องว่างทางโอกาสอยู่มากในกลุ่มคนที่ตั้งใจกลับไปพัฒนาบ้านเกิด การยืนระยะทั้งใจและปากท้องให้ได้ยังเป็นโจทย์ของคนทำงานเพื่อสังคมที่ยังต้องสู้กันต่อไป และนั่นทำให้เธออยากส่งต่อความหวังให้คนที่ยังฝันอยู่
จากวันแรกที่ได้รับโจทย์ออกแบบกลิ่นเทียนหอมทำมือ ACTIVERSE จนถึงวันส่งมอบมันถึงมือแอมเนสตี้ ช็อป เต้ยเชื่อว่าเทียนคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความหลากหลาย ในขณะเดียวกันเทียนหอมคือไอเท็มที่เติมเต็มความหมายของ ‘บ้าน’ และเธอตั้งใจที่จะส่งมอบพลังแห่งความหวังนี้ผ่านแสงเทียนดวงเล็กๆ ถึงบ้านของทุกคน
“รู้สึกขอบคุณแอมเนสตี้ ช็อป สำหรับโอกาสในการออกแบบเทียนหอม ACTIVERSE ทั้ง 6 กลิ่นนี้ เต้ยตั้งใจถ่ายทอดเพื่อการเยียวยา หวังว่าเทียนนี้จะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนผ่านกลิ่นที่ผ่อนคลาย”
“อยากให้คนจุดเทียนแล้วรู้สึกว่ายังมีเพื่อนอยู่เคียงข้าง โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านสังคมหรือสนใจประเด็นสังคม เรารู้สึกว่าเขาต้องการความหวังและต้องการเพื่อน ธรรมชาติคนที่ใส่ใจประเด็นสังคมคือคนที่ลงมือเยอะ ลงใจก็เยอะ หลายครั้งเราเยียวยาคนอื่น แล้วใครเยียวยาเรา เราอาจจะต้องเยียวยาตัวเองเพื่อที่จะสู้กับความท้าทายต่อไป”
“ถ้ากำลังทำอะไรอยู่ อย่าเพิ่งละทิ้งความตั้งใจของเรา เราอยากให้เทียนนี้เป็นเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างในช่วงที่เหนื่อยล้า อยากพึ่งพากัน เป็นการจุดเทียนที่อยากหนุนเสริมให้คุณยังเชื่อมั่นในจุดยืนของตัวเอง”
• สั่งซื้อเทียนหอมทำมือ ACTIVERSE ได้ที่นี่
• ACTIVERSE ลองเล่นเลย ฟรี 100% คลิกเลย
